เปิด ประวัติ ลิเวอร์พูล สโมสรดัง จาก ทีมเล็ก สู่ ทีมชั้นนำระดับโลก

ประวัติ ความเป็นมา ของ ทีม ลิเวอร์พูล


กว่าจะเป็น มหาทีม ขวัญใจมหาชน อย่าง Liverpool Football Cup ไม่ใช่เรื่องง่าย การเริ่มต้น เรื่องราวที่ทำให้ ทีมแห่งนี้ มี แฟนบอล หงส์แดง มากมาย วันนี้เราจะมาเปิด ประวัติ ลิเวอร์พูล ตำนานต่างๆ ที่ทำให้ ชาวเดอะค๊อป หลังรัก

ประวัติ ลิเวอร์พูล เรื่องราว ที่มา สู่ทีม ขวัญใจมหาชน ชาวเดอะค๊อป

หากเอ่ยถึงทีมในพรีเมียลีกอังกฤษที่มีแฟนบอลทั่วโลกและเป็นสโมสรที่แฟนบอลดูจะผูกพันและรักสโมสรค่อนข้างมากนั้นคงจะไม่พ้นหงส์แดงลิเวอร์พูลซึ่งเป็นอีกหนึ่งสโมสรจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน


มีเหตุการณ์หลายอย่างที่ทำให้แฟนบอลรักและเลือกที่จะเชียร์ทีมนี้แบบไม่เปลี่ยนใจซึ่งความเป็นมาของสโมสรนั้นจนถึงวันนี้ก็กินระยะเวลาเกินกว่า 100 ปีเรามาดูกันว่าในช่วงเวลาต่างๆนั้นมีเหตุการณ์อะไรที่น่าสนใจและจุดเริ่มต้นของสโมสรนั้นมาจากไหน


สโมสร ลิเวอร์พูล ฟุตบอลคลับ

จุดเริ่มต้น ความเป็นมา ของ สโมสร ลิเวอร์พูล ฟุตบอลคลับ

สโมสร ลิเวอร์พูล นั้นก่อตั้งโดยจอห์น ฮูลดิ้ง เมื่อวันที่ 15 มีนาคม ค.ศ.1892 ซึ่งจอห์นเป็นนักธุรกิจท้องถิ่นและเป็นว่าที่นายกเทศมนตรีลิเวอร์พูลในขณะนั้นซึ่งเขาได้ริเริ่มก่อตั้งสโมสรฟุตบอลโดยเริ่มจากการเช่าพื้นที่บนถนนแอนฟิลด์เพื่อเป็นสนามซ้อมและสร้างสนามฟุตบอลในเวลาต่อมาอีกทั้งยังมีทีมร่วมเมืองลิเวอร์พูลอีกหนึ่งทีมนั่นคือเอฟเวอร์ตันที่เข้ามาร่วมใช้สนามรังเหย้าแห่งแรกด้วยกันในปี 1884



ลิเวอร์พูล เป็นทีมอนุรักษ์นิยม นั่นคือคำสุภาพ แต่หากพูดแบบไม่เกรงใจภาษาบ้านเราเรียกว่า “หัวโบราณ” จนกระทั่ง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาพวกเขายอมรับความรวดเร็วของโลกที่กำลังหมุนไป และเริ่มต้นทำสิ่งที่ทีมอื่นทำ คือการใช้เงินเพื่อ


แต่ทาง เอฟเวอร์ตันเองก็ไม่ได้ใช้ สนามแอนฟิลด์ เป็นระยะเวลายาวนานมากนักเพราะมีปัญหาในเรื่องของสัญญาจนทำให้ เอฟเวอร์ตัน แยกสนามไปสร้างในบริเวณ Stanley Park และใช้ชื่อสนามว่า กูดิสันพาร์ค ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน


และหลังจากที่ เอฟเวอร์ตัน ได้แยกตัวออกไปจอห์นได้ชักชวนเพื่อนนักธุรกิจ จอห์น แมคเคนน่า เข้ามาร่วมบริหารและเป็นเจ้าของสโมสรและใช้ชื่อทีมอย่างเป็นทางการว่า ลิเวอร์พูล ฟุตบอลคลับ จวบจนถึงปัจจุบัน

ลิเวอร์พูล แชมป์ลีก 2018/19

จากทีมเล็กๆ แห่ง ลุ่มน้ำเมอร์ซีไซด์ สู่ทีมที่มี แฟนบอล หงส์แดง ทั่วโลก


ทีม ลิเวอร์พูล ในยุคแรกนั้นถือว่าเป็นอีกหนึ่งทีมที่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันฟุตบอลลีกอังกฤษ ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นพรีเมียร์ลีกอังกฤษอย่างเป็นทางการ โดยการแข่งขันนัดแรกนั้นสามารถชนะ ทีมร๊อตเตอ์แฮม ซึ่งเป็นการแข่งขันฟุตบอลลีกของแคว้นแลงค์คาเซียร์ซึ่งในระยะนั้นมีการแข่งทั้งหมด 22 นัดหงส์แดงลิเวอร์พูลสามารถชนะได้ถึง 17 นัดรวดและได้แชมป์ไปครองหลัง


จากนั้นได้เข้าร่วมการแข่งขัน ฟุตบอล ดิวิชั่น ของอังกฤษโดยเริ่มจาก ดิวิชั่น2 ในฤดูกาลปี 1893 ถึง 894 และสามารถเก็บชัยชนะได้แบบไร้พ่ายซึ่งในยุคนั้นมีการแข่งขันทั้งหมด 28 นัดแต่ก็ยังไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมาเหมือนในปัจจุบันเพราะในยุคนั้นจะต้องมีการแข่งเพลย์ออฟเพื่อหาผู้ชนะเลิศเพื่อที่จะเลื่อนชั้นขึ้นมาอีก 1 เม็ดและลิเวอร์พูลก็สามารถเลื่อนขึ้นสู่ฟุตบอลลีกสูงสุดหรือดิวิชั่น1 ของอังกฤษได้สำเร็จ

ข้อความ จาก แฟน ลิเวอร์พูล

บิล แชงค์ลี่ย์ ผู้วางรากฐาน ปรัชญา ของ หงส์แดง


ยุคที่เฟื่องฟูมากที่สุดของ หงส์แดง ลิเวอร์พูล คงจะไม่พ้นการก้าวเข้ามาของ บิล แชงค์ลี่ย์ กุนซือที่ถูกยกย่องให้เป็น บิดา ของ ลิเวอร์พูล ซึ่งเขาเข้ามาคุม ทัพหงส์แดง ในช่วงศตวรรษที่ 20 จนถึง 50 แต่ไม่ได้หมายความว่าคงได้ประสบความสำเร็จตลอดระยะเวลาที่เขาเข้ามาคุมทีมมีการเปลี่ยนแปลงอยู่อย่างสม่ำเสมอ


แต่ในยุคนี้ถือว่าเขาได้เป็นคนเริ่มวางรากฐานของสโมสร Liverpool จนเป็นสโมสรในแบบที่เห็นปัจจุบันแม้ว่าในช่วงทศวรรษของเขาหงส์แดงลิเวอร์พูลจะตกชั้นไปอยู่ในดิวิชั่น2 ช่วงปี 1954 แต่ก็เพียงแค่หนึ่งฤดูกาลเท่านั้นหลังจากนั้น shanklyก็สามารถนำทีมกลับขึ้นมาสู่ดิวิชั่น1 ได้อีกครั้ง และปรัชญาของการทำทีมในแบบของแชงคลีย์นั้นก็ยังใช้อยู่จนปัจจุบันนี้นั่นคือ หงส์แดง ลิเวอร์พูล เน้นเล่นบอลแบบง่ายๆบ้านๆเน้นความแม่นยำ


สำคัญคือการรวมใจเป็นหนึ่งเดียวระหว่างผู้เล่นทุกคนทั้งในสนามและข้างสนามทุกคนมีหัวใจเดียวกันและมีเป้าหมายเดียวกันและนี่เป็นปรัชญาของหงส์แดงลิเวอร์พูลที่ยังคงอยู่จนถึงปัจจุบันและไม่ใช่แค่กับ นักเตะเท่านั้น แฟนบอล เองก็เช่นเดียวกันจะเห็นได้ว่า แฟนบอลหงส์ ทั่วโลกจะมีหัวใจเพียงหนึ่งเดียวแตกต่างจากแฟนบอลทีมอื่น

ข้อความ จาก แฟน ลิเวอร์พูล

บ๊อบ เพรสลีย์ กับยุคสมัยของการเปลี่ยนแปลง


หลังจาก shankly โบกมืออำลา ถิ่นแอนฟิลด์ ออกไปก็เป็น บ๊อบ เพรสลีย์ ผู้ที่ก้าวเข้ามาสืบทอดเจตนารมณ์และใช้ปรัชญาเดิมนั่นคือการเล่นเป็นทีมเน้นทีมเวิร์คเป็นสำคัญทำให้ สโมสรลิเวอร์พูล ในยุคของ บ๊อบ ก็สามารถทำผลงานได้ดี


ซึ่งเขาเริ่มเข้าเข้ามาคุมทีมในช่วงปี 1973 และเขาสามารถคว้าถ้วย แชมป์ ยูโรเปี้ยนคัพ เป็นครั้งแรกได้สำเร็จโดยใช้เวลาต่อเนื่องถึง 4 ปี กับความสำเร็จนี้และ หงส์แดง ก็ผงาดใน เวทียุโรป กับการคว้าแชมป์ในอีกหลายรายการ


ไม่ว่าจะเป็นการคว้า ดับเบิ้ลแชมป์ จากดิวิชั่น1 และ European ในปี 1973 และหลังจากนั้นในปี 1981 และปี 1974 ก็สามารถคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้ 2 รายการก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลง กุนซือ อีกครั้ง


ซาลาห์ จะไป มาดริด ลิเวอร์พูล พลาด แชมป์

หงส์แดง กับ น้ำตา และ โศกนาฎกรรมครั้งแรก


หลังจากนั้นก็เป็นยุคสมัยของ โจฟาแกน และในยุคสมัยนี้เองได้มีเหตุการณ์ที่ แฟนบอล ลิเวอร์พูล ไม่เคยลืมอีกหนึ่งเหตุการณ์นั่นคือการแข่งขันนัด ชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูโรเปี้ยนคัพ ที่สนาม heysel stadium ใน กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม ซึ่ง ลิเวอร์พูล พบกับทีม ยูเวนตุส


และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้จากการดวลจุดโทษและแฟนบอลทั้งสองทีมได้ก่อเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 39 คนนับเป็น โศกนาฏกรรม ครั้งแรก ที่เกิดกับ สโมสรลิเวอร์พูล และนั่นทำให้ โจฟาแกน รู้สึกเสียใจและตำหนิตัวเองที่ไม่สามารถพาทีมสู่จุดสูงสุดในรายการนี้ได้และตัดสินใจลาออก


ซาลาห์ จะไป มาดริด ลิเวอร์พูล พลาด แชมป์

โศกนาฎกรรม ครั้งที่ 2 กับ รอยมิลทิน ที่วันล้างถึง 28 ปี

เคนนี่ ดัลกลิช หรือ ฉายา คิงเคนนี่ นักเตะและ ผู้จัดการทีม ที่ สาวกของหงส์ ชื่นชมและกล่าวถึงอยู่ทุกวันนี้และเขาเป็นอีกหนึ่ง ตำนาน ของ หงส์แดง ซึ่งหลังจากการลาออกของ โจฟาแกน คิงเคนนี่ ได้เข้ามาคุมทีมอย่างเป็นทางการและมีการเปลี่ยนแปลงมากมายในยุคสมัยของเขาแต่ ลิเวอร์พูล ก็ยังคงใช้ปรัชญาของ บิลแชงคลีย์ ในการทำทีม


ไม่ว่าจะเป็นในยุคสมัยของใครก็ตาม และในยุคสมัยของ เคนนี่ ก็ เกิดโศกนาฏกรรม ซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง นั่นคือเหตุการณ์ ฮิลโบโร่ เกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่กับ แฟนบอล ทั้งของ สโมสรลิเวอร์พูล และ สโมสร น็อตติ้งแฮมฟอเรสต์ ซึ่งสนามนี้เป็นรังเหย้าของ เชฟฟิลด์เว้นส์เดย์ ที่ใช้ในการแข่งขันรองชนะเลิศเอฟเอคัพ


ซึ่งมีแฟนบอลเข้าชมเกินความจุของสนามและ สนามฟุตบอล ในอังกฤษยุคนั้นเป็นสนามที่มีทั้งเก้าอี้นั่งและสนามยืนซึ่งทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บเกินกว่า 700 คนและสแตนด์ได้พังลงมาทำให้มีผู้เสียชีวิตในอุบัติเหตุครั้งนี้ถึง 96 คนและทำให้คิงเคนนี่ตัดสินใจลาออกจากทีมในทันทีจากเหตุการณ์ดังกล่าวและเหตุการณ์


นั้นยังเป็นที่กล่าวขานกันอยู่ถึงทุกวันนี้และบทสรุปของการสืบหาข้อเท็จจริงพึ่งจะยุติลงไปเมื่อสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมาทำให้สโมสรฟุตบอล ลิเวอร์พูล แฟนคลับ พ้นมลทินเกี่ยวกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมในครั้งนั้น แต่ไม่ว่าผลการตัดสินจะออกมาแบบไหน แฟนบอล หงส์แดง ก็ไม่เคยลืมเหตุการณ์นี้และรำลึกถึงอยู่ทุกปีกับแฟนบอลที่เสียชีวิตทั้ง 96 คน แต่เขาก็พาทีมประสบความสำเร็จมากมายและมีนักเตะฝีเท้าดีเข้าร่วมทีมในยุคนี้

คล็อปป์ โดน ลิเวอร์พูล ไล่ออก

ลิเวอร์พูล กับ ทศวรรตใหม่


หลังจากยุคปี 1991 ที่ คิงเคนนี่ ตัดสินใจออกจากทีมก็ได้แกรม ซูเนสส์ เข้ามาคุมทัพและคว้าแชมป์ เอฟเอคัพ ในฤดูกาล 1992 และเป็นเพียงรายการเดียวที่เขาพาทีมคว้าแชมป์ได้ก่อนจะอำลาจากตำแหน่งในปี 1994


หลังจากนั้นก็เป็นยุคสมัยของรอยอีแวนและพา ทีมหงส์แดง ก้าวต่อด้วยการเป็น แชมป์ลีกคัพ ในปี 1995 แต่เขาก็คุมทีมได้ไม่นานเพราะมีปัญหาหลายด้านทำให้ บอร์ดบริหาร ตัดสินใจปลดเขาออกจากการเป็นกุนซือและให้เชรา อุลลิเยรเข้ามาทำทีมในปี 1998-1999 และในช่วงสมัยของอุลลิเยรนั้นเขาได้ทำผลงานด้วยการพาหงส์แดงลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ระดับทวีปได้ถึง 3 แชมป์ไม่ว่าจะเป็นลีกคัพเอฟเอคัพและยูฟ่าคัพต่อเนื่องจนถึงฤดูกาล 2001


และหลังจากนั้น ทัพหงส์แดง ก็ยังประกาศศักดาด้วยการคว้า ถ้วยยูฟ่าซุปเปอร์คัพ ที่สามารถเอาชนะยักษ์ใหญ่ของยุโรปอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ได้และเขี่ย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับตลอดกาล ในการ ชิงแชมป์ ถ้วยแชริตี้ชิล แต่ยุคสมัยของ อุลลิเยร ก็อยู่ได้ไม่นานด้วยปัญหาสุขภาพทำให้เขาต้องลาออกจากทีมและในฤดูกาลสุดท้ายของเขานั้นหงส์แดงลิเวอร์พูลก็จบการแข่งขันฟุตบอลลีก ด้วยการเป็น รองแชมป์ ซึ่งในฤดูกาลนั้น อาเซนอล คว้าถ้วยแชมป์


คล็อปป์ โดน ลิเวอร์พูล ไล่ออก

ความหวังใหม่ ของ ลิเวอพูล ฟุตบอล คลับ


ราฟาเอล เบนิเตซ คือ กุนซือ ที่นำมาซึ่งการปฎิรูปทีมครั้งใหม่ ซึ่งฤดูกาลแรกของ เบนิเตซ นั้นถือว่า แฟนบอล ค่อนข้างจะผิดหวังเพราะกุนซือรายนี้มีดีกรีคุมทีมดังจากแดนกระทิงดุแต่ผลงานช่วงแรกไม่ดีเท่าที่ควร


แต่แฟนบอลหงส์แดงก็ผิดหวังได้ไม่นานเพราะหลังจากนั้นเขาพา ลิเวอร์พูล ผงาดขึ้นแชมป์เป็น เจ้ายุโรป ในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก และเป็นนัดมหัศจรรย์ที่ทุกคนยังกล่าวถึงเพราะสามารถพลิกเอาชนะ เอซี มิลาน ที่นำอยู่ถึง 3 ลูกในการแข่งขันนัดนั้นได้และทุกวันนี้แฟนบอลต่างกล่าวขานว่ามันเป็นแมตซ์ที่สุดยอดในประวัติศาสตร์ทีม และถือว่ายุคนั้นหงส์แดงลิเวอร์พูลมีนักเตะระดับพระกาฬอยู่หลายคนไม่ว่าจะเป็นเจอร์ซี ดูเด็ต นายด่านของทีม สตีเว่นเจอร์ราด ซาบี อลอนโซ เจมี่ คาราเกอร์ เป็นต้น ถือว่าเป็นอีกยุคที่รุ่งเรืองของลิเวอร์พูล


และหลังจากที่เบนิเตซ ลาออกจากทีมไปในช่วงฤดูกาล 2009 ถึง 2010 เป็นเพราะเขาไม่สามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้อีกและในฤดูกาลนั้นหงส์แดงจบที่อันดับที่ 7 ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงกุนซืออีกครั้งและเป็นการก้าวเข้ามาคุมทีม โดย ผู้จัดการทีม คนใหม่ นั่นคือ รอยฮอดจ์


คล็อปป์ โดน ลิเวอร์พูล ไล่ออก

การเปลี่ยนแปลง และ ความผิดหวัง ของชาว เดอะค๊อป


เข้าสู่ช่วงเปลี่ยนถ่าย ปฏิรูป ครั้งใหญ่ ของสโมสรซึ่งในฤดูกาล 2010 - 2011 นั้นมีการเปลี่ยนแปลงในหลายด้านและมีการ เทคโอเวอร์ สโมสรโดยเป็นกลุ่มนั กธุรกิจ ชาวอเมริกัน โดย John W Henry เข้ามาบริหารทีมตั้งแต่ช่วงนั้น และ รอย ฮอดจ์สัน ก็ไม่สามารถทำให้ ลิเวอร์พูล มีผลงานที่ดีได้จึงจำเป็นที่จะต้องปลดออกจากตำแหน่ง


และได้เคนนี่ ดักลิช กลับเข้ามาคุมทัพอีกครั้งในช่วงฤดูกาล 2011 -2012 แต่ก็ไม่สามารถกู้สถานการณ์ขึ้นมาได้เพราะในฤดูกาลนี้ หงส์แดง จบอันดับที่ 8 และ คิงเคนนี่ ก็ได้ลงจากตำแหน่งกุนซือพร้อมทั้งเป็นการก้าวเข้ามาในยุคสมัยของเบรนดัน ร็อดเจอร์ส ซึ่งเขาเริ่มคุมทีมอย่างเต็มตัวในช่วงนี้ต่อเนื่องมาจนถึงฤดูกาล2013-2014


เป็นอีกหนึ่งฤดูกาลที่ สโมสรลิเวอร์พูล ดูจะมีความหวังเพราะดูเหมือนช่วงนี้สภาพของทีมดูจากฟื้นฟูขึ้นมามากอีกทั้งมีขุมกำลังเก่าและใหม่ผลัดเปลี่ยนกันเข้ามารวมถึงมีสิทธิ์ที่จะลุ้น แชมป์พรีเมียร์ลีก หรือ แชมป์ ลีกสูงสุด ของ อังกฤษ ที่ แฟน เดอะค๊อป ทั่วโลกต่างรอคอยเพราะครั้งล่าสุดที่ ลิเวอร์พูล ได้ถ้วยสูงสุดของประเทศนั้นครั้งสุดท้ายในปี 1989 ถึง 1990 และหลังจากนั้นก็ไม่ได้เคยสัมผัสถ้วยแชมป์ลีกอังกฤษอีกเลยและฤดูกาลที่ ร็อดเจอร์สเข้ามาคุมนั้นก็ถือว่าพวกเขามีสิทธิ์ที่จะคว้าแชมป์แต่สุดท้ายก็ได้เพียงแค่ตำแหน่งรองแชมป์เท่านั้น


และหลังจากนั้น ผลงานก็ดูจะไม่กระเตื้องขึ้นมาจากเดิมอีกครั้งไม่มี นักเตะ ระดับซุปตาร์ ย้ายเข้าทีมนักเตะฝีเท้าดีหลายคนออกไปหาความท้าทายใหม่ๆทำให้ ร็อดเจอร์ส ถูกปลดฟ้าฝ่าหลังจากคุมทีมได้ 3 ฤดูกาลตั้งแต่ปี 2013-2016 และแฟนหงส์แดงก็ต้องเสียน้ำตากับกาอำลาทีมของ กัปตัน คนสำคัญ สตีเว่น เจอร์ราด ที่ไม่ได้รับการ ต่อสัญญา จากสโมสร

คล็อปป์ โดน ลิเวอร์พูล ไล่ออก

ลิเวอร์พูล ภายใต้ชายที่ชื่อว่า เจอร์เก้น คล็อปป์


หากเป็นแฟนฟุตบอลทีมอื่นก็คงจะถอดใจกันไปแล้วกับการไม่ประสบความสำเร็จในการแข่งขันพรีเมียร์ลีกอังกฤษเพราะไม่ได้สัมผัสถ้วยแชมป์ในรายการนี้มานานนับสิบปีแต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ความศรัทธาความหวังก็หวนกลับคืนสู่ แฟนลิเวอร์พูล ทั่วโลกอีกครั้งกับการก้าวเข้ามาของ กุนซือสาย เลือดเยอรมัน


เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ตอบรับเข้ามาคุม ทีมลิเวอร์พูล ต่อจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ในช่วงที่ทีมอยู่ในสภาวะวิกฤตเพราะฝีไม้ลายมือของการคุมทีมที่ผ่านมาของกุนซือเยอรมันรายนี้ ถือว่าตอบโจทย์ความต้องการของหงส์แดงได้มากที่สุด


และเขาก็ไม่ทำให้ผิดหวังแม้ว่าในฤดูกาลแรกของการคุมทีมเขานั้นจะไม่สามารถพาหงส์แดงลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จแต่การจบด้วยอันดับที่ 6 ก็ถือว่าทำให้หงส์แดงลิเวอร์พูลเริ่มมีความหวังกลับคืน


ในฤดูกาลที่สองของเขาก็สามารถพาทีมเข้าสู่ รอบชิงชนะเลิศ รายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ได้อีกซึ่ง หงส์แดงห่างหายจากรายการถ้วยใหญ่ของยุโรปมานานหลายปีและนั่นถือเป็นการจุดประกาย ความหวังของแฟนลิเวอร์พูล ให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง


แน่นอนว่าในฤดูกาลนี้กับปีที่ 3 ของการคุมทีมของเจอร์เก้นคล็อปป์กำลังจะพิสูจน์ความสามารถของเขาเพราะสถานการณ์ของหงส์แดงลิเวอร์พูลในตอนนี้ถือว่ากลับมาผงาดอย่างเต็มตัวกับการแข่งขันฤดูกาล 2018-2019ซึ่งยังไม่แพ้ใครมา 16 นัดเข้าสู่เส้นทางลุ้น แชมป์ พรีเมียร์ลีก ได้อย่างเต็มภาคภูมิ


จนแฟนบอลทั่วโลกต่างบอกว่า เครื่องจักรสีแดง ในตำนานได้ฟื้นคืนชีพอีกคั้งแล้ว แต่พวกเขาจะจบฤดูกาลนี้ในตำแหน่งไหนนั้น แฟนบอลทั่วโลกต่างเอาใจช่วยเชียร์เป็นกำลังใจ เชียร์หงส์ คว้าถ้วย พรีเมียร์ลีกมาครอง ให้ได้


กับการแข่งขันในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก พวกเขาก็เดินทางเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จแต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกของฟุตบอลแต่ตราบใดที่ แฟนหงส์แดง ลิเวอร์พูล แฟนคลับ ยังรักและ ศรัทธา กับทีมอย่างต่อเนื่อง


เชื่อว่าขุนพลนักเตะแห่ง ลุ่มน้ำเมอร์ซีไซด์ก็ จะทำผลงานอย่างเต็มที่ไม่ว่าผลสุดท้ายจะเป็นอย่างไรพวกเขายังมีกันและกันเสมอดั่งสโสแกนที่ว่า you never walk alone



Leave your Comment